วันเสาร์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ความเป็นมาของแซนวิช

นายแซม เมเจอร์ พ่อค้าชาวอังกฤษ ได้ออกเดินทางไปทั่วโลกเพื่อค้าขายสินค้าไปทั่วโลก  โดยเอาของจากประเทศหนึ่ง ไปขายอีกประเทศหนึ่ง พอขากลับ ก็เอาสินค้าจากที่นั่นไปขายต่ออีกที่ ทำเรื่อยๆอยู่อย่างนี้ จนมีฐานะร่ำรวย
วันหนึ่ง เขาได้เดินทางมายังน่านน้ำเมืองไทย ในสมัยพระนารายณ์มหาราช  ซึ่งการทูตของไทยกับต่างชาติกำลังบูม  หลังจากอยู่ในเมืองไทยได้ 2 เดือน เขาก็ได้ลูกเรือคนใหม่เป็นชาวไทย ชื่อ  นายสน และเขาก็กำลังจะกลับบ้านที่อังกฤษ
ระหว่างการเดินทางนั้น ก็มีการค้าขายสินค้าอยู่ที่เมืองระยอง ซึ่งเป็นเมืองต้นกำเนิดของเพลงสกา (รายละเอียดหาอ่านเอาในกระทู้ล่างๆ หรือกดที่ชื่อล็อคอินผม แล้วหากระทู้เอาเอง) จนได้เงินทองมามากมาย ข่าวก็ลอยไปถึงหูของโจรสลัดที่อยู่บริเวณนั้น จนกระทั่งหัวหน้าโจรสลัดพาลูกน้องขึ้นเรือมาดักปล้น ขณะที่เรือกำลังลอยคว้างอยู่กลางทะเล เพราะกำลังมุ่งหน้าไปแหลมมลายู นายแซม และนายสน และเหล่าลูกเรือทั้งหลาย ต่างก็ต่อสู้เพื่อรักษาเรือของตัวเองไว้อย่างสุดกำลัง แต่ก็ไม่อาจต้านทานความเก่งกาจของเหล่าโจรสลัดได้ แถมก่อนจะหนีไป ไอ้โจรใจร้ายยังได้เจาะเรือของพวกเขา จนเป็นรูน้อยใหญ่หลายจุด
โชคดีที่นายสนเป็นช่างเรือที่ ชำนาญพอสมควร จึงได้ซ่อมแซมรอยรั่ว แต่น้ำก็ยังทะลักเข้ามาไม่ยอมหยุด นายแซมจึงจะนำเรือไปซ่อมที่นครศรีธรรมราช ระหว่างทาง นายแซมต้องเกณฑ์ลูกเรือทั้งลำมาช่วยกันวิดน้ำออกจากเรือ ในตอนที่ซ่อมอยู่นี้ นายแซมเห็นลูกเรืออ่อนระโหยโรยแรง จึงได้นำปีกไก่มาประกบกับขนมปัง แล้วแจกให้คนงานที่วิดน้ำอยู่ได้ทานกัน  เพื่อที่ว่าขณะที่กำลังกินอยู่ จะได้มีมืออีกข้างหนึ่งไว้วิดน้ำไม่ให้เข้าเรือด้วย สุดท้าย นายแซม สน และลูกเรือทั้งหลาย ก็พาเรือมาถึงนครศรีธรรมราชด้วยความเกือบปลอดภัย
ระหว่างที่รอเรือ ซ่อมอยู่นี่เอง นายสนเกิดความคิดดีๆขึ้น เขาได้นำขนมปังมาประกบกับปีกไก่แบบที่นายแซมเคยทำ แล้วนายสนก็ได้นำมาขาย ปรากฎว่า ชาวเมืองนครศร๊ธรรมราชถูกใจอาหารแปลกๆชิ้นนี้มาก จึงได้สอบถามนายสนว่านี่คืออะไร นายสนก็อธิบายไปว่า มันคือขนมที่นายแซมกินตอนวิดน้ำออกจากเรือ คนนครศรีธรรมราชก็เลยเรียกอาหารชนิดนี้ว่า ขนมแซมวิดน้ำ
หลังจากไปถึงอังกฤษ นายแซม ก็ได้ทำขนมแซมวิดน้ำออกวางขายบ้าง แต่มีชื่อเรียกที่ยาวเกินไป ชาวอังกฤษเลยเรียกแบบสั้นๆว่า ขนมแซมวิช จนเพี้ยนมาเป็น แซนวิช จนถึงทุกวันนี้

การรพูดในการขาย

ไม่ว่าคุณจะขายอะไร มันก็จะต้องมีใครอีกคนออกไปเสนอขายสินค้านั้นแล้ว จึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าขณะนี้ โลกที่เราอยู่มันเป็น "โลกของการแข่งขัน"

ธุรกิจทำเงินการ พูดเป็นปัจจัยสำคัญของกระบวนการสื่อสาร เพื่อสื่อความหมาย แล้วการพูดนั้น ควรพูดอย่างไร จะช่วยอะไรเราได้บ้าง? แล้วการพูดที่มีประสิทธิภาพ จะเกิดจากการสังเกตวิธีการที่ดีและมี

ธุรกิจทำเงินโอกาส ฝึกฝน การพูดเป็นภาษาปาก "พูดดี ปากมีศรี" การใช้ถ้อยคำในการสื่อสาร การใช้น้ำเสียง รวมทั้งกิริยาอาการถ่ายทอดความรู้ความคิด และความรู้สึกของผู้พูดต่อผู้ฟัง เพื่อให้ผู้รับเกิด

ธุรกิจทำเงินการ รับรู้และตอบสนอง ดังนั้นการสื่อสารต้องระลึกเสมอว่าไม่ใช่เพียงแต่พูดเท่านั้น แต่ต้องรู้จักพูดให้ดีด้วย จึงจะเป็นประโยชน์ และสัมฤทธิ์ผลตามจุดมุ่งหมายที่เราต้องการสื่อออกไป

ธุรกิจทำเงินเราจะบริหารคำพูดอย่างไร? ให้เกิดประโยชน์กับการสร้างทีมและการทำยอดมากที่สุด?
จงพูดในส่งที่ผู้อื่นอยากจะฟัง พูดให้ถูกจังหวะ เสนอเรื่องที่เขาสนใจในขณะที่กำลังสนทนากันอยู่ และพูดอย่างน่าเชื่อถือ โดยคุณอาจร่างสิ่งที่จะพูดเอาไว้ก่อน แล้ฝึกพูด คุณต้องฝึกทักษะ

ธุรกิจทำเงินใน การสื่อสารและฝึกตอบคำถามระหว่างสนทนา เพื่อแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าได้ และให้กิริยาท่าทองให้เหมาะสมกับสิ่งที่พูด ไม่ใช่พูดอย่างแต่ท่าทางไปอีกอย่าง

ธุรกิจทำเงินการ บริหารคำพูด หมายรวมถึงความมั่นใจเต็มร้อยที่เรามีอยู่เต็มเปี่ยม สิ่งที่เราพูดและนำเสนอออกไปแก่ผู้ฟังเป็นสิ่งที่เราจะใช้ให้เขาเป็นถึงข้อ ดีและข้อเสียในสิ่งที่เราจะนำเสนอ จงทำให้ผู้ฟังรู้สึก
ธุรกิจทำเงินเชื่อถือในสิ่งที่พูด
เราต้องมีความมั่นใจและฝึกบริหารคำพูด บอกตัวเองว่า
นักขาย คุณทำได้ และมันจะทำให้คุณมีความมั่นใจ
นักขาย หากคุณไม่รู้สึกเคอะเขิน หรือตื่นตระหนก ความรู้สึกเชื่อมั่นก็จะเกิด และเพิ่มความมั่นใจ ถ้าคุณตื่นเต้นจนเกินไป ประสิทธิภาพ
ในการพูดจะลดลง
นักขาย ถ้าบุคลิกท่าทางของคุณเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ จะทำให้ผู้ฟังรุ้สึกได้ถึงการเตรียมตัวและความพร้อมมาเป็นอย่างดีของคุณ
จำไว้อย่างว่า : ความสำคัญของการพูด ไม่ได้อยู่ที่ว่าพูดมากหรือพูดน้อย แต่อยู่ที่ว่าพูดอย่างไร คุณต้องคำนึงถึงคนฟังอยู่เสมอ ผู้ฟังส่วนใหญ่จะถามด้วยอารมย์หลากหลาย เพราะเขาอาจกำลัง
ธุรกิจทำเงินค้นหาอะไรบางอย่างจากตัวคุณ
คนที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจ และการทำงาน ล้วนเป็นผู้ที่มีประสิทธิภาพในการพูดทั้งสิ้น ส่วนความสามารถนี้ จำเป็นต้องฝึก
บางคนมีความสามารถที่จะตรึงผู้ฟังให้นิ่งอยู่กับที่ และใจจดจ่อฟังเรื่องที่เขาพูด และขณะทีบางคนพูดแล้วทำให้คนอารมย์ดีและหัวเราะได้ตลอดเวลา

ธุรกิจทำเงินคุณ จะสอนงานหรือสร้างทีม หรือขายได้ดีนั้น ไม่จำเป็นต้องพูดเก่งมาก คุณต้องรู้จักหยุดเพื่อฟังลูกค้า ฟังสมาชิกของคุณเพื่อให้เขารู้สึกว่าเขาคือคนสำคัญ

ธุรกิจทำเงินการ นำเสนอขายสินค้าที่พูดแบบน้ำไหลไฟดับ จะได้ผลน้อยมากโดยเฉพาะกับลูกค้าระดับบน จงพูดในสิ่งที่ควรพูดและเป็นประโยชน์เท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพูดการพูดที่หวังผล

ธุรกิจทำเงินหากคุณพูดดีจะสามารถสร้างศรัทธา ความน่าเชื่อถือและความเลื่อมใสให้แก่ผู้ฟัง

10เอาชนะความกลัวในการขาย

1. ต้องรู้ต้นกำเนิดของความกลัว
ข้อนี้สำคัญมาก ก่อนอื่นเราต้องรู้ก่อนว่าสิ่งที่เรากลัวนั้นแท้ที่จริงคืออะไร ส่วนใหญ่แล้วการกลัวการขายจะมาจากหลายรูปแบบ เช่น กลัวสินค้าหรือบริการของเราอาจจะไม่เป็นเหมือนกับสิ่งที่เราได้บอกไป, กลัวการปฏิเสธจากลูกค้า หรืออาจจะเป็นหลาย ๆ อย่างรวม ๆ กัน ดังนั้นการที่รู้สิ่งที่เรากลัวที่แท้จริงคืออะไรเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ จะกำจัดความกลัวออกไปเพื่อเอาขนะมันให้ได้
2. เข้าถึงต้นกำเนิดความกลัวและทำการแก้ไข
เมื่อรู้ว่าต้นกำเนิดความกลัวคืออะไร ต้องรีบแก้ให้ตรงจุด เช่น กรณีที่ไม่มั่นใจในสินค้า ก็ต้องทำการปรับปรุงสินค้า ในทางปฏิบัติคุณอาจทำไม่ได้ด้วยตัวเอง แต่ก็อาจจะช่วยได้ด้วยการนำเอาผลการสำรวจความพอใจลูกค้าส่งให้กับเจ้า หน้าที่ของบริษัทเพื่อทำการปรับปรุงสินค้าต่อไป ส่วนในเรื่องความกลัวการปฏิเสธ ก็ทำได้ด้วยการสังเกตและศึกษาลูกค้าให้ดี และทำการเตรียมตัวให้ดีก่อนเข้าพบลูกค้าก็พอจะช่วยคุณได้เป็นอย่างดี
3. แสดงความกระตือรือร้นหรือตื่นเต้นต่อสิ่งที่คุณเสนอ
วิธีที่ดีวิธีหนึ่งที่หลายๆท่านเคย ใช้ได้ผลต่อการเอาชนะความกลัวในการขายคือการแสดงความกระตือรือร้นต่อสิ่งที่ คุณนำเสนอ ด้วยการจดรายการของผลประโยชน์ต่าง ๆ ที่จะได้รับ, ตัวอย่างผู้ที่ประสบความสำเร็จ หรือความพึงพอใจของลูกค้าที่ได้รับจากการใช้สินค้า, บริการหรือสิ่งที่คุณกำลังเสนอ  จำให้ขึ้นใจเพื่อใช้ในการนำเสนอออกไปให้กับลูกค้าของคุณต่อไป
4. ปรับเปลี่ยนมุมมอง
ลองทำการปรับเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับ การขาย ถ้าคุณรู้สึกไม่สบายใจหรือลำบากใจในการขาย ด้วยการปรับให้เป็นการแบ่งปันสินค้าให้ลองใช้, การให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลประโยชน์สินค้าหรือบริการ, การบอกเล่าประสบการณ์ที่ดีต่อสินค้าหรือบริการ หรือบอกเล่าประสบการณ์จากการใช้สินค้าหรือบริการของผู้ที่ได้ใช้แล้ว แทนการที่จะพยายามโน้มน้าวให้เกิดการซื้อ ซึ่งอาจจะทำให้คุณสบายใจขึ้นและพร้อมที่จะปฏิบัติมากกว่าการคิดว่าจะออกไป ขายนะครับ
5. เริ่มแต่น้อย
บ่อยครั้งที่หลายท่านพยายามที่จะขาย จำนวนหรือปริมาณที่มากเกินไป ซึ่งทำให้กดดันตัวเองมากเกินไปจนทำให้เกิดความกลัวขึ้นในที่สุด ดังนั้นในการที่จะเอาชนะความกลัวนี้ได้ก็เพียงคุณเริ่มแต่น้อย เช่นเริ่มต้นธุรกิจด้วยการแนะนำให้กับเพื่อนสนิทบางคน และค่อยขยายต่อไปในวงกว้างขึ้น ๆ ต่อไป หลาย ๆ ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จก็เริ่มจากเล็ก ๆ และค่อยๆ โตอย่างมั่นคง
6. ทำตามแนวทางแห่งความสำเร็จ
เก็บเป้าหมายแห่งความสำเร็จไว้ใกล้ ตัวที่สามารถทบทวนได้เสมอ และทำการบันทึกผลการทำงานลงไปทุกวันเพื่อเปรียบเทียบและประเมินกับเป้าหมาย วิธีนี้จะช่วยให้คุณทำงานตามแนวทางได้อย่างถูกต้อง
7. สนุกกับงาน
อย่าเครียดกับงานจนมากเกินไป ควรจะทำงานด้วยความสนุกบ้าง หรือถ้ามีโอกาสก็หาวิธีที่จะบังปันกลับให้กับสังคมบ้าง เช่นการบริจากเงินหรือสิ่งของให้กับมูลนิธิหรือสมาคมบ้าง จะทำให้คุณรู้สึกสบายใจขึ้นมาก
8. มุ่งมั่นต่อเป้าหมาย
หลาย ๆ ท่านที่ประสบความสำเร็จเพราะความมุ่งมั่นและโฟกัสต่อการที่จะไปให้ถึงเป้า หมายและผลประโยชน์ของตนที่วางแผนไว้ ต้องหมั่นเตือนตัวเองเสมอว่าเราต้องการอะไร, ทำไมเราจึงทำสิ่งเหล่านี้ ซึ่งก็จะช่วยให้คุณทำต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะไปถึงสิ่งที่ฝันไว้
9. ละวางบ้าง
ในบางช่วงก็ต้องมีการละวางจากผลการทำ งานบ้าง บางครั้งการที่เราจริงจังกับผลงานที่ออกมามากจนเกินไปก็อาจกดดันเรามากเกิน ไปได้ ซึ่งก็จะต้องละวางต่อผลงานลงบ้างในบางจังหวะ และหันมาทบทวนถึงวิธีการทำงานหรือความพยายามที่จะให้ได้ผลงานนั้นออกมา ว่าในระหว่างทางนั้นเราทำได้ดีหรือยัง ควรต้องปรับปรุงอะไรบ้างหรือไม่
10. หมั่นฝึกฝนอยู่เสมอ
ไม่ว่าคุณจะอยู่ในธุรกิจใดหรือทำงาน สาขาใดก็ตาม สิ่งที่คุณขาดไม่ได้คือการที่จะต้องหมั่นฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เกิดความชำนาญ และทักษะที่เพิ่มขึ้นต่อ ๆ ไป ไม่ว่าคุณจะเก่งเพียงใดก็ตาม ถ้าคุณหยุดนิ่งไม่ฝึกฝนหรือพัฒนาตัวเอง ในไม่ช้าคนอื่นก็แซงคุณอย่างแน่นอนครับ อย่าลืมนะครับว่าปัจจุบันเป็นยุคโลกาภิวัตน์ โลกเปลี่ยนแปลงเร็วมาก เพียงแค่หยุดนิ่ง คุณก็ล้าหลังแล้วครับ

การลงทุน

  • เงินลงทุนครั้งแรกประมาณ ขึ้นอยู่กับขนาดของร้าน แต่ขั้นต่ำประมาณ 5,000 บาท

เงินทุนหมุนเวียนต่อวันประมาณ 1,000 บาท
  • ราคาขาย กล่องละ 30 - 35 บาท


แซนวิชสูตรต่าง

สูตรแซนวิช

-แซนวิชสลัดผัก

-แซนวิชแฮม

-แซนวิชทูน่า

-แซนวิชข้าวโพด

-แซนวิชแครอท

-แซนวิชหมูหยอง

-แซนวิชน้ำพริก

-แซนวิชไข่ดาว

-แซนวิชชีส

ทำเลที่ตั้งในการขายแซนวิช

ทำเลที่ตั้งในการขายแซนวิช

-ย่านชุมชน
-หน้าโรงเรียน
-หน้าOffice
-ฝากขายตามร้านค้า
 

วัตถุดิบ


 วัตถุดิบในการขายแซนวิช 

1. ขนมปัง
2.หมูหยอง
3.มายองเนส
4.น้ำพริกเผา
5.ผัก
6.ไก่อบ
7.ปูอัด
9.ไข่ดาว
10.ชีส
11.ข้าวโพด
12.แครอท

13.กล่องใส่แซนวิช

การขายแซนวิชที่ดี

การขายแวนวิช ต้องมี 3ถ

1.ถูก(ราคา) ไม่ว่าใครก็ตาม ชอบของถูก อย่าตั้งราคาแพง เวลาที่ซื้ออะไรก็ชั่งที่มันราคาไม่แพงมาก และออกไปค่อนข้างถูก พฤติกรรมผู้บริโภคจะกลับไปซื้ออีกรอบแน่นอน แต่ถ้ามันแพงเกินไป เขาจะซื้อแพงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น

2.ถูก(ปาก)  ต้องค่อนข้างอร่อย  คือ ไม่ต้องอร่อยมากถึงขนาดตกสวรรค์ แต่ขอให้ทานออกมาแล้วให้รับรู้ได้ถึงรสชาตที่มีความอร่อยในระดับที่มากกว่า 80%

3.ถูก(ใจ) เกิดความประทับใจในผลิตภัณฑ์ จนทำให้ผู้บริโภคอยากซื้ออีกในชิ้นต่อๆ ไป , โปรดอย่าลืมว่าคุณกำลังขายแซนวิช  ไม่ใช่ขายแค่ 1 ชิ้นต่อ 1 คนแล้วก็หยุดขาย คุณต้องพยายามให้เขาเกิดการซื้อซ้ำอีกในครั้งต่อๆ ไปให้ได้ , พิถีพิถันเรื่องการทำ ของสดใหม่ แม่ค้าหน้าตาดี พูดเก่ง ยิ้มหวาน



ธุรกิจแซนวิช




แซนวิช (แซนด์วิช) เหมาะกับการรับประทานเป็นอาหารเช้าของครอบครัวและคนที่ไม่มีเวลาในการประกอบ อาหารเพราะต้องเร่งรีบต่อการเดินทางไปทำงานการทำแซนวิชใช้ขนมปังหั่นบาง ๆ ตัดริมขอบที่เป็นสีน้ำตาล ทาเนยสอดไส้แล้วจึงประกบกันเป็นคู่ ๆ จะใช้เป็นแผ่นหรือจะนำมาหั่นก็ได้
การหั่นขนมปังต้องใช้มีดบางคม ๆ มิฉะนั้นขอบขนมปังจะไม่เรียบการหั่นแซนวิชนิยมหั่นเป็นรูปร่างต่าง ๆ เช่นสีเหลี่ยมสามเหลี่ยมเป็นต้นแล้วนำมาประกบกันเป็นคู่
เนยที่ใช้ทาแซนวิชควรใช้เนยที่อ่อนตัวแล้วถ้าเพิ่งนำออกจากตู้เย็นจะแข็งตัว ควรคนให้เป็นครีมเสียก่อนเนยจะฟูนุ่มทาง่ายขึ้นควรทาเนยเทียมข้างเดียวแล้ว ใส่ไส้การทำแซนวิชจำนวนมากต้องใช้เวลาทำนาน หรือห่อพลาสติกหรือใช้ภาชนะคลุมไว้เพื่อไม่ให้ถูกลมจนกระทั่งถึงเวลาที่จะเสริฟ 



ประวัติส่วนตัว


ชื่อ: นางสาว  กนกพร สุวรรณ
ชื่อเล่น: น้ำฝน อายุ 15 ปี     วันเกิด:23 สิงหาคม 2542 กรุ๊ปเลือด: โอ
ภูมิลำเนา: จังหวัดพัทลุง 
ดนตรีที่ชอบเล่นบ่อยๆคือ; อูคูเลเล่
สีที่ชอบ : สีชมพู,เขียว,น้ำตาล,ม่วง
การ์ตูนที่ชอบ: บาร์บี้ สกู๊ปบี้ดู มิกกี้เมาส์ คิตตี้
ของชอบสะสม(หวง): ตุ๊กตามิ้กกี้เมาส์ ตุ๊กตาบาร์บี้
สัตว์เลี้ยงที่ชอบ: แมว กระต่าย
ผลไม้ที่ชอบ: ทุเรียน สับปะรด มังคุด ลิ้นจี่
บุคคลแบบอย่าง: ฝน มาริษา , นุ้กกี้ อโฮลิค
อาหารที่ชอบ: ส้มตำ เย็นตาโฟ มาม่า
วงดนตรีที่ชอบ: Maroon 5. Potato
นักร้องที่ชอบ: ขนมจีน กุลมาศ